กำเนิดพระบรมธาตุดอยผาส้ม

postcard-17-2

วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม.jpg
ดอยผาส้ม ณ รอยต่อระหว่าง ต.สะแม่สาบ ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของตัวเมืองเชียงใหม่ มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะป่าไม้ ภูเขา สัตว์ป่า น้ำตกและลำห้วย ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญที่ไหลลงน้ำแม่ปิง แม่น้ำหัวใจหลักของเมืองเชียงใหม่

ภูเขาหรือที่เรียกว่าดอย ในอำเภอสะเมิงมีจำนวนนับร้อย เมื่อมองดูผิวเผินแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรแตกต่างจากภูเขาทั่วๆ ไป แต่ภายในกลับมีบางอย่างแตกต่างซ่อนอยู่ หากไม่ได้รับการบอกเล่าจากคนในพื้นที่แล้วก็คงยากที่ผู้คนจากต่างถิ่นจะทราบถึงประวัติความเป็นมา รวมทั้งคุณค่าและความสำคัญของสถานที่นั้นๆ

ที่มาชื่อ “ดอยผาส้ม”

ดอยผาส้ม หรือ ม่อนผาส้ม นั้นอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลราว ๑,๒๐๐ เมตร ดอยสูงลูกนี้มีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เนื่องจากมีตาน้ำออกให้ชาวบ้านได้ไว้ดื่มกินและทำการเกษตรตลอดปี

ดอยแห่งนี้เป็นภูเขาหินขนาดใหญ่ ที่ชื่อว่าดอยผาส้มนั้น เนื่องจากน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินทั้งหลายออกจากตาน้ำนั้น มีรสชาติออกฝาดเปรี้ยว (ส้มในภาษาเหนือแปลว่าเปรี้ยว)ตาน้ำเป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเคารพบูชา และถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากน้ำที่ไหลออกมาจากตาน้ำนั้นสามารถรักษาโรคผิวหนังได้ ไม่ว่าจะเป็นกลาก เกลื้อน หูดหรือแผลพุพองต่างๆ ได้

พระธาตุดอยผาส้มอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเก็บตัวอย่างเงียบสงบมายาวนาน

จากคำบอกเล่าของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย (ผู้เฒ่าผู้แก่) ว่าประมาณเจ็ดสิบแปดสิบปีที่ผ่านมา มีพระนักบุญเดินทางรอนแรมผ่านมา ท่านผู้นี้ได้บูรณะก่อสร้างพระธาตุม่อนเปี๊ยะ พระธาตุมีชื่อเสียงที่สุดในอำเภอสะเมิง ไม่ไกลจากกัน พระท่านได้เดินทางมายังหมู่บ้านอมลอง ซึ่งตั้งห่างจากดอยผาส้มประมาณห้ากิโลเมตร

พระท่านนั้นจากคำของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเมื่อสืบสาวเรื่องจึงได้ทราบว่าคือ ครูบาศรีวิชัย ท่านได้ร่วมกับครูบาอุปาละนำชาวบ้านหลายหมู่บ้านในเขตตำบลแม่สาบและยั้งเมิน ขึ้นมาบนดอยผาส้มแห่งนี้และก่อสร้างพระธาตุโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้วัวขนอ้อมจากภูเขามาจากด้านล่าง แล้วทำบันไดเล็กๆ ขึ้นมาสร้างพระธาตุจนเสร็จ

“…นี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าอยู่ใต้แผ่นหินมหึมาใต้องค์เจดีย์พระธาตุดอยผาส้มแห่งนี้…”

“…พระธาตุดอยผาส้มที่ถูกปล่อยทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรม วัชพืชคลุมถึงยอดพระธาตุ หญ้าสูงเป็นเมตร องค์เจดีย์เอียงลงข้างหนึ่ง ร่องรอยไฟไหม้ที่องค์เจดีย์ สถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทบจะถูกลบเลือนหายไปกับกาลเวลาอย่างเดียวดาย บนยอดดอยสูงลิ่วกลางป่าเขา…”

บันทึกเมื่อ มกราคม ๒๕๔๘

“…อาตมาขึ้นมาบนดอยนี้ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนมกราคม ๒๕๔๘ โดยมีภิกษุติดตามมาด้วยกันทั้งหมดรวมอาตมาเป็นสี่องค์ ทางขึ้นยากลำบากมากใช้เวลาประมาณสี่สิบนาทีจึงมาถึงยอด เมื่อพักเหนื่อยก็พากันกลับ อาตมาเดินตามหมู่เพื่อนไปเป็นองค์สุดท้าย เมื่อถึงโขดหินแห่งหนึ่งปรากฏว่าทางเล็กๆ ที่เดินมาตอนแรกแยกเป็นสองเส้นทาง แล้วอาตมาก็เลือกเส้นผิดจึงพลัดหลงกับหมู่เพื่อน แล้วจึงเดินวนเวียนอยู่เกือบชั่วโมง อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นหน้าหนาว จึงตัดสินใจกลับขึ้นไปบนพระธาตุ หลังจากนั้นไม่นานก็มีพระเดินขึ้นมาตาม จึงกลับลงไปได้ หลังจากนั้นจึงบอกตัวเองว่า ไม่อยากให้ใครหลงในที่นี้อีก จึงเริ่มนำชาวบ้านขึ้นมาพัฒนานับตั้งแต่ข้างล่าง จนสะอาดถึงข้างบน…”

พระสรยุทธ ชยปัญโญ ผู้บันทึก

วัดผาส้มในปัจจุบัน : เศรษฐกิจ จิตใจแก้ไขพร้อมกัน

“เศรษฐกิจ จิตใจแก้ไขพร้อมกัน” เป็นคำกล่าวของหลวงปู่จันทร์ กุสโล อดีตเจ้าอาวาส วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ ผู้ให้แนวทางในการพัฒนาบุคคล ทั้งด้านความเป็นอยู่และด้านแสงสว่างทางจิตใจ คือ ต้องสรรหากิจกรรมให้เกิดความมีส่วนร่วมจนเปลี่ยนวิธีคิดและวิถีชีวิต แล้วค่อยแทรกหลักธรรมเข้าไปในใจ

หลังจากที่วัดพระบรมธาตุดอยผาส้มได้มุ่งนำแนวคิดหรือวลีสำคัญข้างต้นโดยอาศัยการทำงานตามแนวทางพระราชดำริ “บ-ว-ร” (สร้างความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียนและราชการ) หรือการรวมกันคิดรวมกันแก้แบบมีความเกี่ยวเนื่องกันให้เห็นปัญหาและแนวทางแก้ไขแบบองค์รวม มิใช่แบบแยกส่วน มาเป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนจนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมา

โดยเริ่มมาจากการรับฟังปัญหาจากชาวบ้านระหว่างพระอาจารย์ทั้งสองกำลังบิณฑบาตทุกๆ วัน (หลวงพ่อสรยุทธ ชยปัญโญ และหลวงพ่อสังคม ธนปัญโญ) พบว่าชาวบ้านมีหนี้สินจำนวนหลักแสนหลักล้านจากการทำไร่สตรอเบอร์รี่และปลูกพืชผักเมืองหนาว ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงมาก สภาพดินเสื่อมและสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน ทั้งเผชิญกับปัญหาราคารับซื้อผันผวน เกิดการกู้หนี้ยืมสินไม่จบสิ้น

ครั้นจะอบรมเทศนาสอนธรรมะเพื่อยกระดับจิตใจ ในขณะที่ท้องยังหิว นอนยังไม่หลับเพราะวิตกกังวลเรื่องหนี้สินจะถูกยึดบ้านยึดรถ ลูกจะไม่ได้เรียนหนังสือ วันนี้จะกินอะไรต่างๆ นานา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง คือทางสายกลาง คือทางไม่ประมาท มีความเสี่ยงน้อยสุดมาปรับใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ เป็นที่มาว่าการพัฒนาคนควรเริ่มจากให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดี (เศรษฐกิจดี) ควบคู่กับการพัฒนาใจ (แก้ไขใจ) ให้ทุกข์น้อยลงเมื่อรู้เห็นความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ไม่ฟุ้งเฟ้อ

พระอาจารย์ทั้งสองรูปใช้หลัก “จับมือทำและทำให้เห็น” ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเริ่มจากกิจกรรมลดรายจ่ายในครัวเรือน เช่น การทำน้ำยาอเนกประสงค์ แชมพู สบู่สมุนไพรใช้เอง การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การปลูกพืชผักผสมผสาน การทำเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งพาไปศึกษาดูงานจากศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่น

ทั้งเกิดการตั้งคำถามเปรียบเทียบและทบทวนตัวเองในวิถีการเกษตรที่ผ่านมาที่ฝากชีวิตกับความไม่แน่นอนภายนอก ค่อยๆ เปลี่ยนใจทีละเล็กทีละน้อย (พัฒนาใจ) จากการหลงผิดมุ่งสู่การสร้างความมั่งคั่งร่ำรวย (เงิน) ให้กับตนเองและครอบครัว จากพื้นฐานความเชื่อที่ว่าเงินซื้อความสุขได้ แต่บทเรียนอันทรงคุณค่าที่ชาวบ้านได้รับ คือ ความสุขที่แท้ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน แต่สามารถสร้างได้โดยการพึ่งตนเองเป็นหลัก อยู่แบบเกื้อกูลในชุมชน ก้าวสู่การพัฒนาอันยั่งยืนจนนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน พัฒนาสังคมต่างๆ อย่างต่อเนื่องกว่าหกปีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ เป็นอุบายเปลี่ยนใจคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อความพอเพียงทางกายและความพอดีทางใจด้วยการอยู่บนโลกเดียวกันอย่างเกื้อกูล

การเดินทางมาดอยผาส้ม

โดยรถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถสองแถวสีเหลืองจากกาดหลวง สายเชียงใหม่ – หมู่บ้านอมลอง มีวันละเที่ยวคือ ๘.๐๐ น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมง ขอให้คนขับมาจอดหน้าวัดได้ ค่าโดยสาร ๘๐ – ๑๐๐ บาท/ท่าน

โดยรถยนต์ส่วนบุคคล ท่านสามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๖ เชียงใหม่ –แม่ริม- สะเมิง จนถึงที่ว่าการอำเภอสะเมิงเลี้ยวขวาขับมาอีก ๑๙ กิโลเมตรพบสามแยกเข้าหมู่บ้านยั้งเมิน หมู่บ้านอังคาย (ทางไปพระธาตุม่อนเปี๊ยะ) อีกประมาณ ๘ กิโลเมตรเข้าหมู่บ้านอมลอง ให้ขับเลขหมู่บ้านไปอีก ๕ กิโลเมตรจะพบทางขึ้นวัดทางขวามือของท่าน ขึ้นยอดดอยสูงควรใช้เกียร์ต่ำ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมงจากตัวเมืองเชียงใหม่

โดยเครื่องบิน ขึ้นเครื่องได้ทั้งจากสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิลงที่สนามบินเชียงใหม่ ตามสายการบินของท่านจากนั้นต่อรถโดยสารประจำทางหรือรถส่วนบุคคลไปยังวัด

ารกิจคืนชีวิตให้แผ่นดิน

ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ที่ชาวบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยราชการ และบริษัทเอกชนได้ร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำอำเภอสะเมิง รวมทั้งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนและเครือข่ายคนต้นน้ำซึ่งเป็นกำลังสำคัญในพื้นที่ที่สามารถดูแลผืนป่าเสมือนบ้านของพวกเขาได้ดีที่สุด จึงเกิดโครงการต่างๆ อีกมากมายเพื่อจะพลิกฟื้นผืนป่าและพลิกใจคนด้วยการสอดแทรกหลักธรรมเข้ากับกิจกรรมที่ทำจนเป็นวิถีชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ อาทิ

  1. โครงการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร ด้วยการปลูกป่า สร้างฝายต้นน้ำ (Check Dam) การปลูกและขยายพันธุ์แฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำ รวมทั้งโครงการล่าสุด Bus Stop Boon (บัสสต๊อปบุญ) เป็นแท็งค์น้ำและหลังคารองรับน้ำฝน 22 จุดรอบวัด สำหรับเก็บไว้ดับไฟป่าหน้าแล้ง และเป็นแหล่งน้ำสำหรับปลูกป่าเสริมในฤดูฝนและฤดูหนาว

Bus Stop Boon สร้างด้วยวัสดุโครงสร้างปูนและเหล็ก เพื่อความคงทนถาวร ไม่ถูกไฟไหม้ทำลายได้ คือลงทุนทำให้ดีคราวเดียว คิดเป็นประมาณเหมารวมราคา 25,000 บาทต่อจุด ทุกท่านสามารถร่วมเป็นเจ้าภาพสนับสนุนงบประมาณและสมัครเป็นอาสาสมัครร่วมก่อสร้าง

ได้ที่ คุณสุวลี 089-144-7090 หรือโอนเงินร่วมบุญ กองทุนตอบแทนพระคุณแผ่นดิน

วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม ธนาคารกรุงไทย สาขาแม่ริม เลขบัญชี 515-0-29879-4

ศูนย์เรียนรู้เชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง (ห้วยบง) เป็นสถานที่ฝึกอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากฐานการเรียนรู้ทั้ง ๙ ฐาน เน้นการพึ่งพาตนเองเพื่อนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็งและเครือข่ายหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงกว่า ๒๐ ชุมชนทั้งจากอำเภอสะเมิง อำเภอแม่แตงและอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

ขบวนบุญ คือ โครงการที่พาคนทำบุญ ทำความดีที่ “ทุกคนมีส่วนร่วมได้” ทั้งคนต้นน้ำบนดอยและคนปลายน้ำในเมือง ด้วยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บุญจากเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงของวัดที่ปลูกในไร่คุณธรรมปลอดสารพิษ อาทิ ข้าวกล้องดอยปกาเกอะญอ เม็ดป้อม หุงขึ้นหม้อ เหนียวนุ่ม หอมอร่อย แชมพูสมุนไพรอัญชัน สบู่เหลวขมิ้น น้ำยาอเนกประสงค์ ตรา “หายแซบหายสอย” กางเกงผ้าฝ้ายกะเหรี่ยงทอมือ รวมทั้งกล้วยทอดกรอบของฝากขึ้นชื่ออำเภอสะเมิง โดยรายได้ทั้งหมดสมทบกองทุนหมอกควันไฟป่าอำเภอสะเมิง เพื่อภารกิจสร้างฝาย ปลูกป่าและดับไฟ

ท่านที่สนใจสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อรักษาป่าต้นน้ำติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณเอื้อย 089-124-6092 (กทม.) คุณธชาพร (น้องเบนซ์) 081-811-8006 (เชียงใหม่)

E-mail: doiphasom.products@gmail.com     Facebook: ขบวนบุญ วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม

 

 อโรคยาศาลา : ศาลาคนไร้โรค เป็นสถานป้องกันและรักษาโรคต่างๆ ด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด พลิกฟื้นภูมิปัญญาหมอบ้านบ้านของชาวบ้าน และเครือข่าย ผนวกกับการศึกษาเรียนรู้และเข้ารับการฝึกฝนเพิ่มเติมจากศูนย์การแพทย์ทางเลือกจนชำนาญ อาทิ การนวดกดจุด นวดแผนไทย การย่ำข่าง การอบสมุนไพร การดีท๊อกซ์ (สวนทวาร) การล้างพิษตับ การกัวซา (การขูดผิวออกจากผิวหนัง) จนกระทั่งเกิดผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น แคปซูลมะรุมจากไร่คุณธรรม แคปซูลเพชรสังฆาต (แก้ริดสีดวง) ลูกประคบ สมุนไพรอบแห้งแช่ตัว หญ้าหวานลดเบาหวาน มัดสมุนไพรต้นแก้ปวดเมื่อย และชาข้าวหอมอร่อยมีวิตามินสูง ทุกวันเสาร์ชาวบ้านจะรวมตัวเปิดรักษาและเฝ้าระวังป้องกันโรคภัยให้แก่เพื่อนสมาชิกและคณะศรัทธาของวัดและเครือข่าย โดยรายได้นำเข้ากองทุนหมอกควันไฟป่าเพื่อดูแลผืนป่าของทุกคน

  โครงการพื้นที่พิเศษรับมือภัยพิบัติ จัดเตรียมพื้นที่หลบภัย หลุมหลบภัยและอุโมงค์ใต้ดิน คลังน้ำและอาหารที่แปรรูปแล้วเก็บไว้ได้นาน เก็บเมล็ดพันธุ์พืชพันธุ์ผัก อุปกรณ์ที่จำเป็นเช่น มีด เหล็ก เกลือ เชือก ไฟฉาย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เพื่อเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ รวมทั้งฝึกใจให้ควบคุมสติเตรียมใจพร้อมรับกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความไม่ประมาท

 ศูนย์การเรียนวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม ได้รับอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนแห่งแรกในประเทศไทย ที่นี้ใช้ศาสตร์แห่งพระราชาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางและโครงสร้างหลักในการบูรณาการจัดการศึกษา เรียนรู้ผ่านโครงงานแบ่งปันประสบการณ์ (Project Approach)โดยอิงหลักสูตรแกนกลางในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และทักษะวิชาการไปพร้อมๆกัน เช่น วิชาดูแลป่าต้นน้ำ สร้างฝาย เพาะกล้าไม้ ดูแลสัตว์ ช่างยนต์ ช่างก่อสร้าง หมอสมุนไพร ทอผ้าและตัดเย็บ คัดพันธุ์และปลูกข้าว การแปรรูปและถนอมอาหาร เป็นต้น

เปิดสอนตั้งแต่ชั้น ม.1 – ม.6 รับจำนวนนักเรียนได้ไม่เกิน 50 คน

ปัจจุบันมีนักเรียนอยู่กินนอนประจำในความดูแลรวม 18 คน ทั้งหญิงและชายจากหลายชาติพันธุ์ หลากวัฒนธรรม ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้หลักวิชาการแล้ว ยังได้เรียนรู้ทักษะชีวิตจริงจากการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและเคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่การเรียน การใช้ชีวิต และการทำงานได้จริงเป็นเรื่องเดียวกัน

ในขณะนี้ทางศูนย์การเรียนฯ กำลังขาดแคลนทุนการศึกษาเพื่ออาหารและอุปกรณ์การเรียนของเด็กๆ รวมทั้งอุปกรณ์โสตทัศนะ กล้องดิจิตอล กล้องถ่ายวีดีโอ เครื่องปริ้นเตอร์ที่มีสแกนเนอร์และแฟกซ์ในตัว เพื่อใช้บันทึกกิจกรรมและเก็บรวบรวมผลงานของนักเรียน

ขอขอบคุณและขออนุโมทนากับผู้มีจิตศรัทธาในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ติดต่อขอรับบริจาคได้ที่ :  นางสาวจิรินดา แสนหาญชัย ครูอาสาสมัครศูนย์การเรียนวัดพระบรมธาตุดอยผาส้มและนักศึกษาปริญญาโท สถาบันอาศรมศิลป์ โทร. 088-438- 1238 (ครูใหม่)

  •  

Comments

comments

One Response to “กำเนิดพระบรมธาตุดอยผาส้ม”

  1. adminเมษายน 25, 2015 at 5:38 pm #

    ทดสอบ

ใส่ความเห็น