ธรรมนำใจ

 ปิดทองหลังพระ

การที่เราจะทำความดีโดยที่ไม่ติดกับดักของความดีหรือติดดีนั้น ก็คือการ ทำความดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นรู้หรือเห็นก็ได้ ดั่งพระบรมราชโวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงดำรัสไว้ว่า

“พระที่ให้ไปน่ะ  ก่อนจะเอาไปบูชาให้ปิดทองเสียก่อน  แต่ให้ปิดเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น

ที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่า  การทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใคร  หรือ

ประกาศให้ใครรู้  ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่  เป็นบำเหน็จ

รางวัลที่สมบูรณ์แล้ว”

“ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อย ๆ  แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง” 

 

ปิดทองหลังพระ

 

หวังอะไรจึงมา

รูปตัวเดียวนี้ ใครเป็นคนก่อสร้างขึ้นมา นามเป็นคนก่อสร้างขึ้นมา คือ จิต เมื่อสร้างขึ้นมาแล้ว ก็มาหลงตัวเองอีกต่อหนึ่ง ลำพังจิตต่อจิตอย่างเดียวก็หลงเต็มตัวอยู่แล้ว ถ้าไม่หลง จะมาสร้างรูปทำไม นั่นสิปัญหา มันว่าอย่างนั้น ถ้าจิตไม่หลง จะมาสร้างรูปทำไม เพราะมันหลงแล้ว มันจึงสร้างรูปขึ้นมาใหม่

การสร้างรูป เรียกว่า การสร้างภพ การสร้างชาติ นั่นเอง นี่คือความเห็นของเราที่ว่า จิตมาสร้างภพสร้างชาติต่างๆ มีดีอะไรแล้วก็มีอุบายถามเข้าไปอีก มีปัญหาถามตัวเองว่าอีกว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร มีความหวังอะไร มีความหมายอะไร กับการกลับมาในโลกใบนี้บ่อยๆ

ในการปฏิบัติ เราต้องสามารถเรียบเรียงชีวิตของเราเริ่มจากชาตินี้ก่อน คือให้เข้าใจว่า ในชาตินี้เราต้องการอะไรกับการมาเกิด ต้องหาจุดที่เราต้องการให้ได้เสียก่อน อย่าหลงประเด็น ถ้าเราไม่เข้าใจในจุดที่เราต้องการในชาตินี้จะไม่รู้ความต้องการใจของเราว่า ในอานาคตจะต้องการอะไร ด้วยเหตุนี้เราก็จะหลงต่อไปเรี่อยๆ

แต่ถ้าเรารู้จักคำว่า “วิถีชีวิต” คือความต้องการของตัวเองว่า ต้องการเกิดเพื่ออะไร หวังอะไรกับโลกใบนี้ โดยการดูเราและก็ดูคนอื่นพร้อมๆ กันว่า ทุกคนที่เกิดมา มีความหวัง มีนิสัยจิตใจ มีแนวทางชีวิตที่คล้ายคลึงกันไปในทิศทางเดียวกัน จึงมาเกิดร่วมกัน การเรียบเรียงดูชีวิตของตัวเอง ตั่งแต่เกิดมาในเบื้องต้นจนขณะนี้ ดูเจตนาของตัวเองว่า เกิดมาเพื่ออะไร โลกใบนี้มีดีอะไรถึงได้เกิดมาบ่อยๆ

บุคคลที่จะหนีจากโลก เขาจะมาศึกษาเรืองของโลกให้ดีที่สุด โลกทั้งหมดมันมีดีจุดไหน อะไรเป็นจุดเด่นของโลกทำไมคนจึงมาติดกันหนักหนา ดูสิว่ารสชาติของโลกมันอยู่ตรงไหน ที่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายประกอบกันอยู่ในโลกใบเดียวนี้ สัตว์โลกทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ เราทุกคนมาอยู่ร่วมกันบ้างแบ่งพรรคพวกเป็นประเทศชาติบ้าง เป็นมิตรกันและเป็นศัตรูกันบ้าง  มันมีดีตรงไหน

เรามาดูโลก เราจะมาดูเราบ้างดูเขาบ้างว่า ทำไมเราถึงมาเป็นอย่างนี้ มีความหวังอะไร มีความตั้งใจเรื่องอะไรกับโลกใบนี้ เราต้องเสาะหาจุดนี้ให้ได้  การปฏิบัติ คือ การมาศึกษาโลกนั่นเอง คำว่า สุตะ หมายถึง การศึกษา ศึกษาโลกที่มีอยู่ในทุกวันๆ ทำไมเรามาเกิดบ่อยๆ กับโลก มาศึกษาว่าทำไมถึงมาเกิด ตัวเองมาเกิดกับโลกกับโลกแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่าเรามาเกิดอยู่โลกประเภทไหน

มีดีอะไร นี่คือมาหาจุดที่กราหลงกันอยู่ มาหาทางแก้ไขปัญหา เราเกิดกันฟุ่มเฟือยเกินไป ในชาตินั้นชาตินี้ รวมมาตั่งแต่อดีตชาติ หลายกับหลายกัลป์ที่ผ่ามาก็มาเกิดอย่างนี้ จนปัจจุบันก็มาเกิดอยู่อย่างนี้ ในอนาคต ชาติหน้าภพหน้าก็จะไปเกิดใหม่ต่อไปอีก

เราจะต้องพิจารณาคำว่า วัฏฏะ คือ การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของภพชาติต่างๆ หรือภพทั้งสามนี้ มันเวียนไปอย่างไร เกิดอย่างไร อะไรเป็นต้นเหตุของมัน ที่ทำให้เวียนไปเกิดอย่างนั้นๆ

เราผู้ปฏิบัติต้องมีปัญญาตัวนี้ศึกษาให้ดี ปัญญาให้มีถ้าคนไม่มีปัญญาแล้ว จะมาศึกษาเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ ไม่เข้าใจ ถึงว่าหลวงพ่อทูลอธิบายธรรมะให้ฟังทั้งคืนทั้งวัน 2 วัน 3 คืน ติดต่อกัน ก็เหมือนกับเป่าปี่ให้หมูฟัง ไม่รู้เรื่องกัน อะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ จะเข้าได้อย่างไร เราเป็นคนตาบอดนี่ ถ้าคนตาบอดจะชี้ให้ดูอะไร มันก็ไม่เห็น ไม่รู้เรื่อง

 

คติธรรมคำสอนของ หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ 

คำสอนของหลวงพ่อทูล

 

คำสอนของหลวงพ่อทูล

คติธรรมจากหลวงพ่อทูล มาจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ เล่ม 1
“ฉะนั้นการแสวงหาครูอาจารย์
จึงเป็นส่วนสำคัญในยุคปัจจุบัน
เพราะเป็นจุดเริ่มต้นเป็นก้าวขาแรกที่จะเดินต่อไป
หรือเรียกว่า หมุนเข็มทิศให้ตรงต่อเป้าหมาย
และไปตามเข็มทิศนั้น ต่อไปจะไม่มีปัญหาอะไร
เหมือนกับการยิงธนู ถ้าลูกธนูตรงต่อเป้าหมาย
สายธนูก็มีกำลังส่งเต็มที่ ผู้ยิงธนูก็มีความมั่นใจ
เป้าหมายที่เราต้องการก็ชัดเจน
ลูกธนูจะเอนเอียงเบี่ยงเบนไปไหนไม่ได้เลย
นี้ฉันใด ผู้ปฏิบัติถ้าได้ข้อมูลที่ถูกต้อง
เหมาะสมกับนิสัยของตัวเอง
ผู้นั้นจะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมอย่างแน่นอน
ฉะนั้นการแสวงหาครูอาจารย์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

ธรรมะจากเจ้าตะขาบWatdoiphasom

ธรรมะจากเจ้าตะขาบ

เวลาฟ้าฝนตกชุกบนดอยนั้นจะไม่เหมือนพื้นที่ราบ
เพราะปกคลุมไปด้วยเฆมหมอกละอองฝนปลิวลอยผ่านราวกับสวรรค์นี้และชื้นแฉะไม่มีแสงแดดลอดผ่านตลอดทั้งวัน

เวลาตากผ้าก็จะแห้งยากมาก อาจใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ไม่ก็ต้องรอวันแดดออกจัดๆ ซึ่งในหน้าฝนนั้นแทบจะนับวันได้ ทำให้พวกเราบนดอยต้องจัดการวิธีใช้เสื้อผ้าให้ประหยัด
น้อยชิ้นจะได้ไม่ต้องซักบ่อย บ้างอบผ้า บ้างปั่นผ้า โดยจะรวมกันปั่นแห้งและอบจำนวนมากๆ จะได้ประหยัดค่าไฟ

ยังไม่หมดแค่นั้น สัตว์เลื้อยคลานตัวจี๊ดที่เรามักเจอกันบ่อยที่สุดในหน้าฝนคือ เจ้าตะขาบ ตัวใหญ่ยาวกว่า 20 เซนติเมตร มีปล้องๆ มีขาเยอะ มีเขี้ยว และที่สำคัญมีพิษ
ที่อาศัยใต้ดินโคนต้นไม้บ้างเมื่อฝนตกหนักน้ำก็จะไหลท่วมที่อยู่อาศัยของมัน ทำให้ตะขาบต้องดิ้นเลื้อยขึ้นมาที่แห้ง ที่สูง ที่อบอุุ่นหลับนอน และแน่นอนห้องนอนของเด็กวัดมักจะเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่เจ้าตะขาบมักจะไปเยือนเพราะทั้งอุ่นและปลอดภัยจากน้ำฝน

หอของเด็กชายจะอยู่ระนาบเดียวกับพื้นดินมากที่สุด จึงพบตะขาบใต้ผ้าห่ม ใต้โต๊ะ ซอกหนังสือ ข้างกองผ้า ซึ่งพวกเขามักจะเลือกวิธีตีตะขาบให้ตายเมื่อพบเจอ สรุปตะขาบตายไป 4-5 ตัวแล้ว

และเมื่อคืนก็มีคนไปพบว่าตะขาบได้เข้าไปในหอหญิงแล้ว เป็นเรื่องที่พวกเรานำมาแลกเปลี่ยนหลังทำวัตรค่ำว่าควรจะทำอย่างไรดี เพราะหากเลือกวิธีตีตะขาบให้ตาย
ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าตะขาบจะไม่กลับมาอีก และเจ้าตะขาบน่าจะไม่ได้ตั้งใจหนีฝนมาให้เราตีตาย

เมื่อคืนก็ดึกมากแล้วหลวงพ่อท่านก็เมตตาให้คำแนะนำเด็กผู้หญิงที่อาศัยในหอหญิง ลองหาตะขาบตัวนั้นเผื่อว่าจะเจอซุกใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ตามซอกโต๊ะเตียง เพราะมันก็ต้องการนอนในที่แห้งอุ่นเหมือนเรา

แต่ถ้าไม่เจอให้สวดมนต์บท ขันธปะริตตะคาถา (ป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษ) ให้สัตว์อยู่ในเฉพาะที่ชอบๆ และแผ่เมตตาให้ไม่มาเบียดเบียนกัน
และรุ่งเช้าหลวงพ่อท่านจะให้คนนำมาปูนขาวมาโรยบริเวณรอบๆ เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายน่าจะช่วยให้สัตว์ทั้งหลายต้องหาที่หลบฝนที่อื่นที่ไม่ใช่ทั้งหอหญิงและหอชาย

เป็น วิธีที่ช่วยทั้งด้านจิตใจคลายความกังวลและช่วยด้านกายให้หลีกเลี่ยงจากเจ้าตะขาบได้

เป็น วิธีที่เป็นธรรมทั้งตัวเราและสัตว์น้อยใหญ่ที่เราขอมาอาศัยในป่าบนดอยเดียวกัน

ต่างคนต่างไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

‪‎วันนี้ท่านอยู่อย่างเป็นธรรมกับผู้อื่นและกับตนเองแล้วหรือยัง‬
‪‎ธรรมะรับอรุณเช้าวันเสาร์‬ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7

ทีมงานวัด

 

 ธรรมะกับทีมงานเตรียมสรงน้ำพระธาตุ

การเตรียมงานสรงน้ำพระธาตุประปี 2558 นี้ด้วยจำนวนอาสาสมัครกว่า 30 ชีวิตที่อาศัยอยู่ประจำวัดที่ต้องมาทำงานร่วมกัน
ต่างที่มา ต่างจุดหมาย และต้องมาทำงานร่วมกันเพราะสมัครใจ อาสามาอยู่วัดกัน

ในงานครั้งนี้ เรามีเป้าหมายพยามที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่อีกเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การที่เราจะได้แก้ไขความเห็นผิดของตัวเองไปในเวลาที่ทำงาน  ความเห็นผิดที่เกาะกินใจเรามานานให้มืดบอดจากความจริง

แต่ในการประชุมงานครั้งล่าสุดนี้ก็จะเห็นว่ามีคนเข้าร่วมประชุมน้อย ถ้าเราลองตั้งคำถามทางธรรมที่เป็นประโยชน์ เราอาจจะถามขึ้นมาว่าเป็นเพราะอะไรถึงไม่เข้าร่วมประชุม หรือการประชุมไม่เห็นเกี่ยวกับเราหรือเปล่า หรือเราไม่มีปัญหาอะไร
แต่เป็นไปได้ไหมว่าเราจะสามารถเสนอเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมได้ แม้จะไม่เกี่ยวกับงานที่เราดูแล
เพราะการระดมความคิดเพื่อประโยชน์ของวัดและประโยชน์ส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ได้อยากทำเฉพาะงานที่ตัวเองอยากทำ หรือแค่เพียงตามที่สั่งเท่านั้น

เราเป็นอะไร รู้ว่าทำผิดพลาด ทำไม่ได้ ทำไมไม่ลองใหม่ ผิดก็แก้ไข หรือเลือกเอาเวลาที่ไปทำร้ายจิตใจตัวเองว่า เราทำได้ไม่ดี หรือเราทำได้แค่นี้ ทำไมไม่ฝึกหรือพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าคิด
ถ้าเราทำให้ดีชนิดที่ว่าไม่มีโทษตามมาภายหลัง เราจะทำยังไง เคยคิดจะเริ่มทำไหม เคยถามตัวเองมั่งแล้วหรือยัง

หากคิดว่าเป็นบุญใหญ่ที่ได้ช่วยงานส่วนรวมของวัด เพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริงๆ จะต้องมีเงื่อนไขมากมาย และอยากทำตามใจอยากของตัวเอง แล้วสุดท้ายจะได้ประโยชน์จริงๆหรือเปล่า  การร่วมมือร่วมใจกันนั้นบางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับปัญหา

แต่เพราะมีปัญหาไม่ใช่หรอจึงทำให้เราได้เกิดปัญญา พระพุทธองค์จึงทรงสรรเสริญว่าความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะเมื่อเกิดความทุกข์ก็ต้องหาทางออกจากความทุกข์นั้น แต่เราจะใช้วิธีอะไรออกจากปัญหาหรือความทุกข์นั้นก็ต้อง เลือก “วิธี” ให้ถูกหากผิดพลาดไปก็ไม่เป็นไรแต่ต้องแก้ไขใหม่ทำใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

จงคิดไว้เถอะว่าโอกาสเช่นนี้ที่หาไม่ได้ที่ไหนแล้ว ที่ที่เราจะได้เห็นความชั่วร้ายในใจตนเองและเร่งเพียรแก้ไขใจของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิม

‎ธรรมะสวัสดี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7

# วันนี้ทำเพื่อส่วนรวมและได้ขจัดความเห็นผิดในใจท่านบ้างหรือยัง

  •  

Comments

comments

No comments yet.

ใส่ความเห็น